ข้อมูลสถานะการใช้งาน IPv6 ของหน่วยงาน

การนำหน่วยงานเปลี่ยนผ่านไปสู่ IPv6
โดยมีหลักเกณฑ์ให้ปรับปรุงเครือข่ายของบริการให้รองรับ IPv6 ทั้ง 4 ด้าน
Group

Web

บริการเว็บไซต์

Group

DNS

บริการโดเมน

Group

Mail

บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Group

DNSSEC

บริการโดเมนเข้ารหัส

Group

Web

บริการเว็บไซต์

Group

DNS

บริการโดเมน

Group

Mail

บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Group

DNSSEC

บริการโดเมนเข้ารหัส

เกี่ยวกับการประกวดหน่วยงานฯ ที่รองรับ IPv6

     1. หลักการและเหตุผล

         คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดัน ส่งเสริม เร่งรัด และติดตามผลการดำเนินงาน IPv6 ในประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2559 – 2561) และ มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เดิม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ในการกำกับดูแล บริหารจัดการแผนปฏิบัติการฯ รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ พิจารณาดำเนินการตามกิจกรรมที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้งาน IPv6 ตามแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดัน ส่งเสริม เร่งรัด และติดตามผลการดำเนินงาน IPv6 ในประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2559–2561) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จึงได้จัดให้มีการประกวดหน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ประจำปี 2561 ขึ้น

     2. วัตถุประสงค์

         เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้งาน IPv6 จึงจะจัดให้มีการประกวดหน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 โดยหน่วยงานต้องดำเนินการผ่านหลักเกณฑ์ ดังนี้

         2.1 บริการเว็บไซต์ (Website)

         2.2 บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)

         2.3 บริการโดเมนเนม (DNS)

         2.4 การเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ระบบโดเมน (DNSSEC)

         2.5 IPv6 Ready Logo สำหรับเว็บไซต์ (IPv6 Logo)

     3. หลักเกณฑ์การประเมินการให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6

         ในการนี้ สดช. จะประเมินความพร้อมใช้ของบริการทั้ง 5 บริการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม พ.ศ. 2562 โดยบริการทั้งหมดต้องมีความเสถียรอย่างน้อย 80% ภายในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะของบริการได้จากเว็บไซต์ http://onde.go.th แบนเนอร์ “การประกวดหน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ประจำปี พ.ศ. 2561” หรือ http://DTISC.onde.go.th/IPv6 และเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน สำนักงานฯ จะมอบรางวัลแก่หน่วยงานที่ผ่านหลักเกณฑ์ โดยมีรางวัล ดังนี้

         รางวัลประเภทที่ 1 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 4 ปี ต่อเนื่อง (หน่วยงานที่ได้รับรางวัลในปี 2558, 2559, 2560 และ 2561)

         รางวัลประเภทที่ 2 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 5 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web, DNSSEC และ IPv6 Logo

         รางวัลประเภทที่ 3 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 4 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web และ DNSSEC

         รางวัลประเภทที่ 4 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 3 ด้าน ในระบบ DNS, Mail และ Web

         รางวัลพิเศษ รางวัลหน่วยงานที่มีการให้บริการเว็บเซอร์วิส (Web service) ที่รองรับ IPv6

 

         ทั้งนี้ สดช. จะมีหนังสือเชิญหน่วยงานที่ผ่านหลักเกณฑ์เพื่อเข้ารับรางวัลอีกครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ:

         - รายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ติดต่อกัน 4 ปี และหน่วยงานที่ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ จะได้รับมอบโล่รางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัลเท่านั้น

         - รางวัลพิเศษทุกหน่วยงานมีสิทธิ์ได้รับเพิ่มเติมจากรางวัลปกติ

 

     4. กลุ่มเป้าหมาย

         หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ส่วนราชการระดับกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

     5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

         5.1 หน่วยงานภาครัฐมีการพัฒนาและให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ตามเกณฑ์การประเมินที่กำหนด

         5.2 การส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6

การนำหน่วยงานเปลี่ยนผ่านไปสู่ IPv6
โดยมีหลักเกณฑ์ให้ปรับปรุงเครือข่ายของบริการให้รองรับ IPv6 ทั้ง 4 ด้าน
Group

Web

บริการเว็บไซต์

Group

DNS

บริการโดเมน

Group

Mail

บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Group

DNSSEC

บริการโดเมนเข้ารหัส

Group

Web

บริการเว็บไซต์

Group

DNS

บริการโดเมน

Group

Mail

บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

Group

DNSSEC

บริการโดเมนเข้ารหัส

หลักเกณฑ์การประเมินการให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6

หน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ประจำปี พ.ศ. 2561

     คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดัน ส่งเสริม เร่งรัด และติดตามผลการดำเนินงาน IPv6 ในประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2559 – 2561) และ มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เดิม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ในการกำกับดูแล บริหารจัดการแผนปฏิบัติการฯ รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ พิจารณาดำเนินการตามกิจกรรมที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ

     ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้งาน IPv6 ตามแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดัน ส่งเสริม เร่งรัด และติดตามผลการดำเนินงาน IPv6 ในประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2559–2561) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จึงได้จัดให้มีการประกวดหน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 โดยหน่วยงานต้องดำเนินการผ่านหลักเกณฑ์ ดังนี้

         1)  บริการเว็บไซต์ (Website)

         2)  บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)

         3)  บริการโดเมนเนม (DNS)

         4)  การเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ระบบโดเมน (DNSSEC)

         5)  IPv6 Ready Logo สำหรับเว็บไซต์ (IPv6 Logo)

         ในการนี้ สดช. จะประเมินความพร้อมใช้ของบริการทั้ง 5 บริการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม พ.ศ. 2562 โดยบริการทั้งหมดต้องมีความเสถียรอย่างน้อย 80% ภายในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้

ท่านสามารถตรวจสอบสถานะของบริการได้จากเว็บไซต์ http://onde.go.th แบนเนอร์ “การประกวดหน่วยงานที่มีความพร้อมในการบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ประจำปี พ.ศ. 2561” หรือ http://DTISC.onde.go.th/IPv6 และเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน สำนักงานฯ จะมอบรางวัลแก่หน่วยงานที่ผ่านหลักเกณฑ์ โดยมีรางวัล ดังนี้

         รางวัลประเภทที่ 1 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 4 ปี ต่อเนื่อง (หน่วยงานที่ได้รับรางวัลในปี 2558, 2559, 2560 และ 2561)

         รางวัลประเภทที่ 2 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 5 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web, DNSSEC และ IPv6 Logo

         รางวัลประเภทที่ 3 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 4 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web และ DNSSEC

         รางวัลประเภทที่ 4 รางวัลหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 3 ด้าน ในระบบ DNS, Mail และ Web

         รางวัลพิเศษ รางวัลหน่วยงานที่มีการให้บริการเว็บเซอร์วิส (Web service) ที่รองรับ IPv6

 

         ทั้งนี้ สดช. จะมีหนังสือเชิญหน่วยงานที่ผ่านหลักเกณฑ์เพื่อเข้ารับรางวัลอีกครั้งหนึ่ง

หมายเหตุ:

       - รายชื่อหน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ติดต่อกัน 4 ปี และหน่วยงานที่ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ จะได้รับมอบโล่รางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัลเท่านั้น

       - รางวัลพิเศษทุกหน่วยงานมีสิทธิ์ได้รับเพิ่มเติมจากรางวัลปกติ

 

IPv6 คืออะไร ?
Group

New Internet Protocol

โปรโตคอลรุ่นล่าสุดของอินเตอร์เน็ต

Group

Problem solve

แก้ปัญหา IP ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

Group

IP 128 bit

IPv6 มี 128บิต จึงมี IP ถึงสามร้อยสี่สิบล้านล้านล้านล้านที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกัน

Group

More security

มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

Group

New Internet Protocol

โปรโตคอลรุ่นล่าสุดของอินเตอร์เน็ต

Group

Problem solve

แก้ปัญหา IP ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

Group

IP 128 bit

IPv6 มี 128บิต จึงมี IP ถึงสามร้อยสี่สิบล้านล้านล้านล้านที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกัน

Group

More security

มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ความรู้
    ที่มาของ IPv6 (ภาคแรก) ที่มาของ IPv6 (ภาคแรก)    
    ที่มาของ IPv6 (ภาคสอง) ที่มาของ IPv6 (ภาคสอง)    
    ข้อได้เปรียบของ IPv6 ข้อได้เปรียบของ IPv6    
    ความปลอดภัยในระดับเครือข่าย ความปลอดภัยในระดับเครือข่าย    
    Internet of Things Internet of Things    
    การใช้งานบนเครือข่ายเคลื่อนที่ การใช้งานบนเครือข่ายเคลื่อนที่    
    คุณภาพของบริการ คุณภาพของบริการ    
    การตั้งค่าการใช้งาน IPv6 การตั้งค่าการใช้งาน IPv6    
    DHCPv6 & Stateless DHCPv6 & Stateless    
    Web Server DHCPv6 & Stateless    
    DNS server DNS server    
    Mail server Mail server    
    6to4 Mail server    
    IPv6 Testbed Handbook IPv6 Testbed Handbook    
    IPv6 e-book (ไทย) IPv6 e-book (ไทย)    
    IPv6 e-book (English) IPv6 e-book (English)    
    IPv6 Ready Logo IPv6 Ready Logo    
credit :
logo_ict
ศูนย์ประสานงานและปฎิบัติการ IPv6

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



สถานะการใช้งาน IPv6 ของหน่วยงาน

 

ตารางแสดงข้อมูลสถานะ IPv6 วันที่

สัญลักษณ์และความหมายของรางวัล
4 ปี ต่อเนื่อง (หน่วยงานที่ได้รับรางวัลในปี 2558, 2559, 2560 และ 2561)
DNS, Mail, Web, DNSSEC และ IPv6 Logo มากกว่าหรือเท่ากับ 80%
DNS, Mail, Web และ DNSSEC มากกว่าหรือเท่ากับ 80%
DNS, Mail และ Web มากกว่าหรือเท่ากับ 80%
Service มากกว่าหรือเท่ากับ 80%
คำอธิบายสัญลักษณ์
Web / DNS / Mail / Service
  • รองรับ IPv6
  • รองรับ IPv6 แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้
  • ไม่รองรับ IPv6
  • ไม่สามารถตรวจสอบ IPv6 หรือไม่พบข้อมูล
DNSSEC
  • มีการเข้ารหัสอย่างถูกต้อง
  • มีการเข้ารหัสแต่มีข้อผิดพลาด
  • ไม่มีการเข้ารหัส
IPv6 logo
  • มี IPv6 Logo
  • ไม่มี IPv6 Logo

content

กรอกที่อยู่เว็บไซต์ (URL)

ตัวอย่างที่อยู่เว็ปไซต์ : www.example.go.th





คำถามที่พบบ่อย

ไม่ใช่ ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ระบุวิธีการในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย IPv6 หน่วยงานภาครัฐสามารถเลือกเชื่อมต่อแบบใดก็ได้ ที่ทำให้ผู้ใช้ภายในสามารถใช้งานเครือข่าย IPv6 ได้ เช่นอาจเชื่อมต่อแบบ Dual Stack คือใช้ IPv6 ควบคู่ไปกับ IPv4 หรือจะเชื่อมต่อแบบ Tunneling คือเครือข่ายภายในหน่วยงานยังคงเป็น IPv4 แต่สร้างอุโมงค์เพื่อให้ออกไปยังเครือข่าย IPv6 ได้
ไม่จำเป็น ในแผนปฏิบัติการฯ นี้ กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงการเชื่อมต่อสู่อินเทอร์เน็ตที่รองรับ IPv6 อย่างน้อย 1 แห่ง โดยขอให้เริ่มที่ส่วนกลาง หรือสำนักงานใหญ่
ไม่จำเป็น หน่วยงานสามารถเลือกเชื่อมต่อออกอินเทอร์เน็ต IPv6 คนละเส้นทางกับการเชื่อมต่อ IPv4 ได้เช่น เชื่อมต่อ IPv4 ผ่านโครงข่าย ISP แต่เชื่อมต่อ IPv6 ผ่านโครงข่ายของ GIN หรือหน่วยงานสามารถติดต่อ ISP ที่ใช้บริการอยู่เพื่อขอเชื่อมต่อ IPv6 ผ่านโครงข่ายของ ISP ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ ISP
หน่วยงานควรพิจารณาปรับแผนดำเนินการของปี 2557 ที่ได้จัดทำไปแล้ว โดยอาจดำเนินกิจกรรมบางข้อที่ไม่ต้องใช้งบประมาณก่อน เช่น การสำรวจเครือข่าย การอบรม CIO และผู้ดูแลเครือข่าย และรีบบรรจุกิจกรรมอื่นๆที่ต้องใช้งบประมาณลงในแผนดำเนินการและแผนงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2558
กิจกรรมหลายข้อ หน่วยงานภาครัฐสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ เช่น การสำรวจเครือข่าย การจัดทำแผนดำเนินงาน การปรับข้อกำหนดในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น ส่วนกิจกรรมที่ต้องอาศัยงบประมาณบางกิจกรรมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ได้เตรียมการสนับสนุนไว้แล้ว เช่น การอบรม CIO การอบรมผู้ดูแลเครือข่าย และการเชื่อมต่อ IPv6 กับโครงข่าย GIN เป็นต้น
แต่ละหน่วยงานภาครัฐควรมีผู้ดูแลระบบอย่างน้อย 1 คนที่ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการด้าน IPv6 โดยกระทรวงจะจัดอบรมและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมให้อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 คน อย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ผู้ดูแลระบบที่เหลือทั้งหมดได้รับการอบรมด้าน IPv6 ด้วย
แต่ละหน่วยงานสามารถเลือกวิธีการเชื่อมต่อวิธีใดก็ได้ ที่ให้ประชาชนที่ใช้งานเครือข่าย IPv6 เข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานได้ ทั้งนี้เว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ด้วย IPv6 นี้ ไม่ควรเป็นเว็บไซต์ที่แยกออกมาจากระบบเดิม ควรเป็นเว็บไซต์เดียวกับเว็บไซต์หลักที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน
ถ้าเป็นไปได้ ขอเสนอให้หน่วยงานปรับปรุงระบบที่ให้บริการประชาชนผ่านเว็บไซต์ทุกระบบ ให้ประชาชนผู้ใช้งานเครือข่าย IPv6 เข้าถึงได้ อย่างไรก็ตามในแผนปฏิบัติการฯ นี้ต้องการเห็นอย่างน้อย หนึ่งระบบที่เข้าถึงผ่านIPv6 ได้ คือเว็บไซต์หลักของแต่ละหน่วยงาน
หากหน่วยงานฝากเว็บไซต์หรือระบบ Mail และ DNS ไว้กับผู้ให้บริการ Web Hosting หรือ Colocationหน่วยงานควรแจ้งความประสงค์ที่จะปรับปรุงการเชื่อมต่อให้ระบบเข้าถึงได้ผ่าน IPv6 กับผู้ให้บริการเอกชนศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่สามารถให้บริการเชื่อมต่อผ่าน IPv6 ได้แล้ว
กลไกสำคัญในการทำงานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือโพรโทคอลอินเทอร์เน็ต ซึ่งใช้หมายเลขอินเทอร์เน็ตหรือ ไอพีแอดเดรส (IP Address) ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน จะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใครมาตรฐานไอพีแอดเดรสที่ใช้กันทุกวันนี้คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่สี่ (IPv4) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และจำนวนหมายเลขไอพีแอดเดรส ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคต ซึ่งหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครื่อข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นคณะทำงาน IETF (The Internet Engineering Task Force) จึงได้พัฒนาโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นใหม่ขึ้น คือ โพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นที่หก (IPv6) เพื่อทดแทนโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโทคอล ให้รองรับไอพีแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแพ็กเก็ตให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี
ประโยชน์หลักของ IPv6 และเป็นเหตุผลสำคัญของการเริ่มใช้ IPv6 ได้แก่ จำนวนไอพีแอดเดรสที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนไอพีแอดเดรสเดิม IPv4 แอดเดรส มี 32 บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ประมาณสี่พันล้านหมายเลข ในขณะที่ IPv6 แอดเดรส มี 128 บิต รองรับไอพีแอดเดรสได้ถึงสามร้อยสี่สิบล้านล้านล้านล้านล้านล้านหมายเลขความสำคัญของการมีไอพีแอดเดรสที่ไม่ซํ้ากันและสามารถเห็นกันได้ทั่วโลก จะช่วยผลักดันการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ต้องการไอพีแอดเดรสจริงเป็นจำนวนมาก เช่นการทำ File Sharing, Video Conference, และOnline Gaming แอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีข้อจำกัดภายใต้ IPv4 เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนไม่มีไอพีแอดเดรสจริง จึงไม่สามารถใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ได้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสำหรับองค์กรหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ การมีไอพีแอดเดรสจริงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามหน่วยงานเหล่านี้ควรมีความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้ไอพีแอดเดรสปลอม อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในอนาคตหากต้องมีการรวมเครือข่ายสองเครือข่ายที่ใช้ไอพีแอดเดรสปลอมทั้งคู่ อีกทั้ง การใช้ไอพีแอดเดรสปลอม เป็นการปิดโอกาสที่จะใช้แอปพลิเคชั่นหรือบริการที่กล่าวข้างต้น
ควรเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้นการขยายตัวของเครือข่ายในอนาคตจะลำบาก ส่งผลทำให้การทำธุรกิจการเติบโตของธุรกิจ เศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศชะงักลงด้วยในต่างประเทศ IPv6 ถูกเริ่มใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เช่น อเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ได้มีการใช้ IPv6 ในเครือข่ายหลายแห่งทั้งของภาครัฐและเอกชน ประเทศในทวีปเอเชีย และยุโรป มีความตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายมากกว่าประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนหมายเลข IPv4 บริษัทผู้นำทางด้านเทคโนโลยี IPv6 ล้วนตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ ในประเทศไทยการใช้ IPv6 ส่วนใหญ่อยู่ภายในหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ความจำเป็นประการแรกในการใช้ IPv6 คือการขาดแคลนหมายเลข IP สิ่งนี้น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับประเทศในเอเชียเช่น เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่าหมายเลข IPv4 ที่ได้รับจัดสรรมาก ความจำเป็นประการที่สอง ได้แก่ ความต้องการบริการหรือแอปพลิเคชั่นชนิดใหม่เช่น การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 การใช้แอปพลิเคชั่นแบบ Peer-to-peer หรือการพัฒนาเครือข่ายภายในบ้านสำหรับติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญสำหรับการนำ IPv6 มาใช้ ในส่วนของผู้ให้บริการหากไม่ได้มีการวางแผนการปรับเปลี่ยนเครือข่ายเป็น IPv6 ล่วงหน้า อาจทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจได้
หมายเลข IPv4 ที่มีความยาว 32 บิตนั้น สามารถแตกออกมาได้ทั้งหมดประมาณ สี่พันล้านหมายเลขซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรบนโลกนี้แล้ว จำนวนหมายเลขนี้ยังไม่พอแจกจ่ายให้กับทุกคนบนโลกนี้ด้วยซํ้า (จำนวนประชากรโลกในปี 2013 ประมาณ 7 พันล้านคน6 ) จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคนบนโลกนี้ที่ต้องการไอพีแอดเดรสเป็นของตัวเอง แต่แนวโน้มของการใช้อุปกรณ์ที่มีไอพีแอดเดรสต่อคนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นต้นIANA ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลไอพีแอดเดรสได้จัดสรรชุดหมายเลข IPv4 ให้แต่ละภูมิภาคหมดไปตั้งแต่3 กุมภาพันธ์ 2554 และเมื่อเดือนเมษายน 2554 ทาง APNIC ที่ดูแลการจัดสรรไอพีแอดเดรสในภูมิภาค AsiaPacifi c ก็ได้ประกาศว่าเหลือหมายเลข IPv4 /8 สุดท้ายแล้ว จึงได้มีการวางนโยบายและข้อกำหนดในการจัดสรรไอพีแอดเดรสที่เข้มงวดขึ้น โดยจะแจกให้ครั้งละ 1024 หมายเลขเท่านั้น7 ทำให้การขอหมายเลข IPv4 ยากลำบากมากขึ้น ส่วนภูมิภาคอื่นๆ ก็เพิ่มความเข้มงวดในการจัดสรรหมายเลข IPv4 เช่นกัน
จริงอยู่ว่าการใช้ NAT จะช่วยเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ โดยสามารถมีอุปกรณ์จำนวนมาก เชื่อมต่ออยู่ภายใต้ไอพีแอดเดรสจริง 1 หมายเลข จึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาขาดแคลนหมายเลขIPv4 ที่ได้รับความนิยมอย่างไรก็ตาม NAT ทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญตามมาด้วย นั่นคือ เมื่อใช้ NAT ลักษณะการเชื่อมต่อจะไม่เป็นแบบ End-to-end อีกต่อไป จุดปลายทางของการเชื่อมต่อแทนที่จะเป็นคอมพิวเตอร์ กลับกลายเป็นอุปกรณ์ NATRouter การสื่อสารจะเป็นลักษณะทางเดียว จากโฮสต์ข้างหลัง NAT Router ไปยังเซิฟเวอร์/อุปกรณ์ข้างนอก แต่ไม่สามารถสื่อสารในทางกลับกันได้ โฮสต์ที่อยู่ข้างหลัง NAT Router จะมองไม่เห็นจากภายนอก จึงไม่สามารถให้บริการเป็นเซิฟเวอร์ หรือบริการ Peer-to-peer อื่นๆ เช่น Voice-over-IP, Online Gaming ได้ การที่รูปแบบการสื่อสารแบบ End-to-end ถูกละเมิดจากการใช้ NAT ทำให้เกิดผลกระทบอย่างอื่นตามมา เช่น การใช้งาน IPSEC เป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจาก NAT Router จำเป็นต้องแก้ไข Packet Header ดังนั้นข้อมูลใน Packet จึงไม่ถือว่าสมบูรณ์และปลอดภัย
หมายเลข IPv6 นั้นมิได้มีมากมายไม่จำกัด จำนวนหมายเลข IPv6 นั้นมีจำกัดอยู่ 3.4x1038 หมายเลขหากเปรียบเทียบกับ หมายเลข IPv4 แล้ว หมายเลข IPv6 มีจำนวนมากกว่าถึง 296 (7.92x1028) เท่า ซึ่งตัวเลขเหล่านี้มากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้ ดังนั้นเราจึงได้ยินคนพูดกันเสมอว่า IPv6 สามารถจัดสรรหมายเลข IP ได้เกือบไม่จำกัดจำนวน
จริงอยู่ว่า IPv6 สามารถแจกจ่ายไอพีแอดเดรสได้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายต้องการกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับอุปกรณ์ของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย จึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการกำหนดหมายเลข IPv6 ให้กับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของที่ไม่ต้องการการสื่อสารผ่านเครือข่าย แม้ว่าเราสามารถใช้ IPv6เพื่อระบุสิ่งของต่างๆ แต่เทคโนโลยีอื่นก็สามารถทำได้ เช่น เทคโนโลยี RFID เป็นต้น
IPv6 ในตัวมันเองนั้นไม่ได้เร็วไปกว่า IPv4 เพียงแต่ว่า IPv6 ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีกว่า และมีประสิทธิภาพกว่า IPv4 ข้อผิดพลาดที่พบใน IPv4 ถูกแก้ไขใน IPv6 และ IPv6 มีคุณลักษณะพิเศษบางประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น IPv6 Header มีขนาดคงที่ ทำให้เร้าท์เตอร์ประมวลผลแพ็กเก็ตได้เร็วขึ้นกว่าการประมวลผล IPv4 Header ซึ่งมีความยาวไม่คงที่ นอกจากนี้ IPv6 ยังมีการทำ Route Aggregrationซึ่งเป็นการจัดสรรชุดหมายเลข IPv6 ตามลำดับขั้นของการเชื่อมต่อ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างหมายเลขชุด IPv6และภูมิลักษณะของเครือข่าย ช่วยลดภาระในการคำนวณเส้นทางภายในเครือข่ายได้ ทั้งยังเพิ่มความสามารถพิเศษให้กับเครือข่าย เช่น Multicast, IPSEC, Quality-of-service
ไม่จำเป็น IPv6 และ IPv4 สามารถใช้งานร่วมกันได้
การปรับเปลี่ยนเครือข่ายไปสู่เครือข่าย IPv6 ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง ผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น เร้าท์เตอร์และสวิตช์ ในปัจจุบันรองรับเทคโนโลยี IPv6 อยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ใช้อาจยังไม่ได้เลือกใช้ Option นี้ สำหรับอุปกรณ์รุ่นเก่าที่อาจไม่ได้รองรับเทคโนโลยี IPv6 ตั้งแต่แรกนั้น ผู้ใช้สามารถ Upgrade Firmware หรือ Software ของเร้าท์เตอร์และสวิตซ์ได้ไม่ยาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนเครือข่ายไปสู่เครือข่าย IPv6 จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องกำจัดอุปกรณ์เก่าทิ้งและซื้ออุปกรณ์ใหม่หมด อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่สำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นจะเป็นการลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้มีความรู้ความชำนาญในการดูแลและจัดการระบบเครือข่าย IPv6 แต่ในท้ายที่สุดแล้วการลงทุนเหล่านี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เนื่องจาก IPv6 จะช่วยลดการใช้แรงงานคนในการบริหารจัดการเครือข่าย ช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่มรายได้จากการให้บริการชนิดใหม่ๆ เช่นMulticast, IPSEC, Quality-of-service บนเครือข่ายได้อีกด้วย
เร้าท์เตอร์เป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้ประมวลผล IP แพ็กเก็ตและส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เร้าท์เตอร์สามารถรองรับการทำงานของ IPv6 ได้ ก็ต่อเมื่อมันสามารถอ่าน Header ของ IPv6 แพ็กเก็ตเข้าใจและสามารถหาเส้นทางในการส่งแพ็กเก็ตนั้นต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้ ในปัจจุบัน เร้าท์เตอร์ที่รองรับการทำงานของ IPv6 มักจะรองรับการทำงานของ IPv4 ด้วย จึงมักเรียกกันว่า IPv6/IPv4 Dual Stack Router เร้าท์เตอร์มีหลายประเภทและมีความสามารถแตกต่างกันออกไป โพรโทคอลหาเส้นทาง (Routing Protocol) ที่รองรับก็มีหลายประเภท เพื่อความแน่ใจควรตรวจสอบก่อนว่า เร้าท์เตอร์นั้นๆ รองรับการทำงานของ IPv6 บนโพรโทคอลหาเส้นทางตัวไหน (เช่น RIP, OSPF, BGP, PIM-SM) นอกจากนี้ ควรตรวจสอบการรองรับความสามารถพิเศษอื่นๆ ของ IPv6 เช่น การทำQoS และการทำ Tunneling เพื่อใช้ในเครือข่ายผสม IPv4/IPv6
Apache เวอร์ชั่น 2 ขึ้นไปจะรองรับ IPv6 เพียงแต่ติดตั้งตัวเครื่องนั้นให้สนับสนุน IPv6 ส่วน InternetInformation Server (IIS) ของ Microsoft เวอร์ชั่น 6 ขึ้นไปสามารถรองรับ IPv6 ได้
ก่อนอื่นควรตรวจสอบว่าระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (OS) และ Server ภายในองค์กรรองรับ IPv6 หรือไม่ โดยส่วนใหญ่แล้ว Windows ใหม่ๆ เช่น Windows 8 และ Windows 7 จะรองรับ IPv6 อยู่แล้ว ไม่ต้อง Install ลงอะไรเพิ่ม แต่ใน Windows XP ต้องลง Service Pack 2 ขึ้นไปเพื่อให้รองรับ รายละเอียดว่าสินค้าใดเวอร์ชั่นใดของ Microsoft ที่รองรับ IPv6 บ้าง สามารถดูได้ที่เว็ปไซต์ของ Microsoft http://technet.microsoft.com/enus/network/hh994905.aspxนอกจากนี้ควรตรวจสอบอุปกรณ์เครือข่ายภายใน เช่น สวิทช์ เร้าท์เตอร์ ว่ารองรับ IPv6 หรือไม่ หรือต้องอัพเกรด Firmware หรือไม่ โดยติดต่อบริษัทที่ขายอุปกรณ์เครือข่ายโดยตรง หากมีการใช้บริการอินเทอร์เน็ต ADSL ควรตรวจสอบว่า ADSL Router และ Wireless Router ที่ใช้อยู่รองรับ IPv6 หรือไม่ สามารถอัพเกรด Firmware ได้หรือไม่ หรือต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ โดยอุปกรณ์ใหม่ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดปัจจุบันรองรับ IPv6 ได้แล้ว แต่ละองค์กรควรติดต่อกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของตนว่ารองรับ IPv6 หรือไม่ มีบริการแจกหมายเลข IPv6 หรือไม่ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ สามารถติดต่อสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอรับจัดสรรหมายเลข IPv6 สำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐในเครือข่าย UniNet สามารถติดต่อสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออกเพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยนในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6เข้ากับเครือข่าย IPv4 หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

1. Dual Stack—เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด โดยใช้ IPv4 และ IPv6 ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอปพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลก็จะถูกส่งออกผ่านทางเครือข่าย IPv4 เมื่อใดที่แอปพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 การทำ Dual Stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่เหมาะกับการใช้ในระยะยาว เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้หมายเลข IPv4 ที่คอมพิวเตอร์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ Dual Stack นั้น

2. Tunneling—เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการห่อหุ้มแพ็กเก็ต IPv6 ภายในแพ็กเก็ต IPv4 ที่ Tunneling Gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง เมื่อเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 จะต้องผ่าน Tunneling Gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ถอดแพ็กเก็ต IPv4 ออกเหลือแต่แพ็กเก็ต IPv6 และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง การทำ Tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6 และเครื่องในเครือข่าย IPv4

3. Translation—ช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ Translation เป็นการแปลงรูปแบบข้อมูลจากแพ็กเก็ต IPv4 ไปเป็นแพ็กเก็ต IPv6 หรือกลับกัน โดยจะใช้ Gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 Translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็น IPv6 ทั้งหมดเราสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโทคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า Native IPv6 Network

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้แต่ IPv6 จะไม่สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้แต่ IPv4 ได้โดยตัวมันเองอย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีหลายวิธีที่จะช่วยในการแปลงข้อมูลระหว่างทั้งสองโพรโทคอล เพื่อช่วยให้การปรับเปลี่ยนเครือข่ายทำได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้ Translation Gateway, Tunneling Gateway หรือแม้แต่ Dual StackRouter ดังนั้นคำตอบสำหรับคำถามนี้คือ “ได้” หากเราพิจารณาความสามารถของเครือข่ายในการเป็นตัวกลางช่วยในการติดต่อระหว่างโพรโทคอลทั้งสองเราสามารถจำแนกความต้องการติดต่อข้ามโพรโตคอลได้สองแบบ แบบแรกคือการใช้งาน IPv6 (ระหว่างอุปกรณ์ IPv6 สองตัว) ที่จำเป็นต้องผ่านบางเครือข่ายที่เป็น IPv4 แบบที่สองคือการที่อุปกรณ์ IPv6 ต้องการติดต่อกับอุปกรณ์ IPv4 โดยตรง ในแบบแรก เราสามารถใช้เทคนิคประเภท Tunneling มาช่วยได้ เช่น 6rd, 6to4 Tunnel,ISATAP, Tunnel Broker, หรือ Manually Confi gured Tunnel โดยที่แพ็กเก็ต IPv6 จะถูกซ่อนอยู่ในแพ็กเก็ตIPv4 เวลาส่งผ่านเครือข่าย IPv4 ในแบบที่สอง วิธีการจะค่อนข้างยุ่งยากกว่า เนื่องจากต้องมีการแปลงไอพีแอดเดรสและแปลงโพรโทคอล เทคนิคเหล่านี้ได้แก่ NAT64, TRT (Transport Relay Translator), DSTM (Dual StackTransition Mechanism) ซึ่งวิธีเหล่านี้ยังมีปัญหาอยู่และไม่รับประกันว่าจะสามารถใช้งานได้กับแอพพลิเคชั่นทุกชนิดสรุปแล้ว ในส่วนของผู้ใช้ หากต้องการเปลี่ยนมาใช้ IPv6 และยังต้องการติดต่อกับเครือข่าย IPv4 อยู่ เช่นIPv4 Web Server และ IPv4 Mail Server ขอแนะนำให้ใช้เทคนิค Dual Stack คือใช้ทั้ง IPv6 และ IPv4 ภายในเครื่องเดียว จะดีที่สุด
คงไม่ได้ เนื่องจาก IPv6 เป็นแค่วิธีการกำหนดหมายเลข IP แบบใหม่ ความเปลี่ยนแปลงของโพรโทคอลจากIPv4 สู่ IPv6 อยู่เพียงในระดับ Network Layer และไม่ได้กระทบกับ แอปพลิเคชั่นในระดับสูงขึ้น ดังนั้นไวรัสหรืออีเมลขยะจึงไม่มีวันรู้ ทั้งยังไม่สนใจว่าเครือข่ายที่มันผ่านไปเป็น IPv6 หรือ IPv4 สรุปคือ IPv6 คงจะไม่ช่วยป้องกันปัญหาไวรัสและอีเมลขยะ
หลายท่านอาจคิดว่าการใช้ NAT จะช่วยให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตปลอดภัย เนื่องจากว่าอุปกรณ์ที่อยู่หลังNAT ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก และเมื่อเปลี่ยนมาใช้ IPv6 แล้ว NAT ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป อาจทำให้ความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตน้อยลงความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะว่าแท้จริงแล้ว ความปลอดภัยนั้นมาจาก Firewall ที่มากับอุปกรณ์ NATต่างหาก หาก IPv6 เลิกใช้ NAT แต่ยังใช้ Firewall อยู่ความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตก็ยังคงอยู่ ปัจจุบันก็มี Firewall หลายตัวที่รองรับ IPv6 แล้ว รวมทั้งอุปกรณ์ Intrusion Detection/Protection System (IDS/IPS)และระบบเก็บ Log ด้วย โดยบางอุปกรณ์อาจจะต้องมีการอัพเกรด Firmware เพื่อให้รองรับ IPv6 นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายและเครื่องแม่ข่ายคือ การให้ความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ดูแลระบบและเครือข่ายในองค์กร รวมทั้งการสร้างความตระหนักให้แก่เจ้าหน้าที่และทุกฝ่ายในองค์กร ให้เข้าใจนโยบายรักษาความปลอดภัยและวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นติดไวรัสหรือสร้างช่องโหว่ให้ถูกโจมตีได้
การเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนเครือข่ายไปสู่ IPv6 เป็นหน้าที่หลักของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ดูแลเครือข่ายในองค์กร ในภาคประชาชนไม่ควรต้องทำอะไร เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน IPv4 หรือ IPv6นั้นไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ในภาคประชาชน ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอุปกรณ์เคลื่อนที่(แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่รองรับ IPv6 โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ท่านใช้บริการอยู่อาจแจ้งให้ท่านนำอุปกรณ์ ADSL Router มาเปลี่ยนเพื่อให้รองรับบริการ IPv6 ที่จะเกิดขึ้น

สรุปผลรางวัลการประกวด IPv6

Download : ความรู้ สรุปผลรางวัลการประกวด IPv6

ลำดับ

หน่วยงาน

ปี 2561

1

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo และ Web Service

2

กระทรวงการคลัง / สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo และ Web Service

3

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo และ Web Service

4

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo และ Web Service

5

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo และ Web Service

6

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

7

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

8

กรมบัญชีกลาง

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

9

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ / สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

10

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม / สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

11

กรมทรัพย์สินทางปัญญา

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

12

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

DNS Mail Web DNSSEC IPv6 Logo

13

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

DNS Mail Web

หมายเหตุ หน่วยงานที่ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับมอบโล่รางวัลสูงสุดเท่านั้น เช่น หน่วยงานที่ได้รับรางวัลในประเภทที่ 1 (หน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 ติดต่อกัน 4 ปี) จะไม่ได้รับรางวัลในประเภทที่ 2 (หน่วยงานที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 5 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web, DNSSEC และ IPv6 Logo) และจะไม่ได้รับรางวัลในประเภทที่ 3 (หน่วยงานที่ให้ยริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานและบริการที่รองรับ IPv6 4 ด้าน ในระบบ DNS, Mail, Web และ DNSSEC)

ลำดับ

หน่วยงาน

1 กรมการข้าว
2 กรมการค้าต่างประเทศ
3 กรมกิจการเด็กและเยาวชน
4 กรมคุมประพฤติ
5 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
6 กรมทรัพยากรธรณี
7 กรมท่าอากาศยาน
8 กรมธนารักษ์
9 กรมบังคับคดี
10 กรมประชาสัมพันธ์
11 กรมปศุสัตว์
12 กรมป่าไม้
13 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
14 กรมพัฒนาที่ดิน
15 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
16 กรมศิลปากร
17 กรมศุลกากร
18 กรมส่งเสริมการเกษตร
19 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
20 กรมสรรพสามิต
21 กรมสรรพากร
22 กรมอุตุนิยมวิทยา
23 กระทรวงกลาโหม / สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
24 กระทรวงพาณิชย์ / สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
25 กระทรวงสาธารณสุข / สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
26 กองทัพอากาศ
27 การยางแห่งประเทศไทย
28 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
29 บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
30 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
31 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
32 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
33 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
34 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
35 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
36 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
37 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
38 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
39 มหาวิทยาลัยพะเยา
40 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
41 มหาวิทยาลัยมหิดล
42 มหาวิทยาลัยแม่โจ้
43 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
44 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
45 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
46 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
47 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
48 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
49 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
50 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
51 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
52 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
53 มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
54 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
55 มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
56 มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
57 มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
58 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
59 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
60 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
61 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)
63 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
64 สำนักงบประมาณ
65 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
66 สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
67 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
68 สำนักงานประกันสังคม
69 สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
70 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
71 องค์การเภสัชกรรม

ลำดับ

หน่วยงาน

1 กรมการพัฒนาชุมชน
2 กรมอนามัย
3 กระทรวงพลังงาน / สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
5 มหาวิทยาลัยศิลปากร
6 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

ลำดับ

หน่วยงาน

1 กรมทรัพยากรน้ำ
2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
3 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
5 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
7 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
8 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
9 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
10 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
11 มหาวิทยาลัยนเรศวร
12 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
13 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
14 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
15 โรงงานยาสูบ
16 ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)
17 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
18 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
19 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
20 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
21 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)
22 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
23 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
24 สำนักงานศาลยุติธรรม
25 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
26 สำนักนายกรัฐมนตรี / สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
27 องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ลำดับ

หน่วยงาน

1 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2 กรมบังคับคดี
3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
4 กรมส่งเสริมการเกษตร
5 กรมอุตุนิยมวิทยา
6 กระทรวงการคลัง / สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
7 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
8 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
9 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
10 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
11 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
12 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
13 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
14 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
15 สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
16 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
17 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี